Victor Lemonte Wooten

posted on 07 Sep 2011 20:30 by kimhuun

 

 

 

Victor Lemonte Wooten (เกิด 11 กันยายน 1964) เป็นมือเบสชาวอเมริกัน นักแต่งเพลงผู้เขียนและผู้ผลิต ได้รับห้ารางวัล Grammy Awards.  

Wooten ได้รับรางวัล"มือเบส of the Year"จากนิตยสารที่ได้รับรางวัลเบสเล่นสามครั้งและเป็นบุคคลแรกที่ชนะรางวัลมากกว่าหนึ่งครั้ง.  นอกเหนือไปจากงานเดี่ยวและความร่วมมือกับศิลปินต่างๆ Wootenได้เป็นมือเบสวง Béla Fleck และ Flecktones นับตั้งแต่การก่อตัวของกลุ่มในปี 1988

ในปี 2008 Wooten ร่วมกับ Stanley Clarke และMarcus Miller เพื่อบันทึกอัลบั้ม The trio of bassists ภายใต้ชื่อ SMV, Thunder เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2008 และเริ่มทัวร์การสนับสนุนในเดือนเดียวกัน.
Wooten ยังเป็นผู้พิพากษาที่ 4 ประจำปีรางวัลเพลงอิสระเพื่อสนับสนุนการประกอบอาชีพอิสระศิลปิน

ชีวิตช่วงต้น

เกิดจาก Dorothy และ Pete Wooten, วิกเตอร์เป็นนักดนตรีที่มีอายุน้อยที่สุดของทั้งห้า Wooten พี่น้องอีกสี่คนเป็น Regi, Roy, Rudy และโจเซฟ Wooten ทั้งสอง ทุกคนวัย Regiพี่ชายเริ่มสอน Victor ในการเล่นเบสและจากอายุหกวิคเตอร์ได้เล่นด้านหน้าของฝูงชนกับพี่น้องของเขาในวงครอบครัวของพวกเขาวง Wootenพี่น้องและเคอร์ติทัวร์ สนับสนุนใน Mayfield หมู่คนอื่น ๆ [1] เมื่อครอบครัวของเขาย้ายไปทางทิศตะวันออกพวกเขายังคงเหลาทักษะ พี่น้องของเขาเริ่มอยู่อาศัยที่ Busch Gardens เมื่อพี่ชายของเขารอยเตอร์ถามว่าจะสามารถเรียนรู้ซอที่จะเล่นกับพวกเขาในการแจ้งให้ทราบอย่างรวดเร็วที่เขาปฏิบัติตามการเพิ่มเครื่องมืออื่นเพื่อละครของเขา

เครื่องดนตรี 

Wootenถูกมองส่วนใหญ่มักจะเล่นเบส Fodera ซึ่งเขามีรูปแบบsignature.  ชื่อเสียงที่สุดของพระองค์ Foderaเป็น Monarchดีลักซ์ 1983 ซึ่งเขาหมายถึงเป็น"หมายเลข 1", การกีฬารูปแบบ Kahler ระบบลูกคอ 2400 สะพาน Fodera ของ"หยินหยาง"เบส (ออกแบบ / สร้างขึ้นสำหรับ Wooten) รวมสัญลักษณ์หยินหยาง -- ซึ่ง Wooten มักจะใช้ในสื่อต่างๆ -- เป็นจุดโฟกัสหลักของการออกแบบชั้นนำของและการก่อสร้าง มันมักจะเป็นความคิดที่ผิดพลาดที่สัญลักษณ์หยินหยางทาสีลงบนเบส แต่ในความเป็นจริงซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นจากสองชิ้นที่ตกแต่งด้วยไม้ธรรมชาติ (Ebony และ Holly, ตัวอย่างเช่น), ติดตั้งร่วมกันเพื่อสร้างรูปแบบการ Yin – Yang   แม้ว่าเบสของ Wooten ได้รับความสนใจจากการตอบสนองมากที่สุดที่พบบ่อยและสอดคล้องของเขาเมื่อถูกถามโดยแฟน ๆ ของเขาเกี่ยวกับอุปกรณ์ของเขา (หรืออุปกรณ์ในทั่วไป) คือว่า"เครื่องดนตรีที่ไม่ได้ทำให้เพลง ... ที่คุณทำ". [อ้างจำเป็น] เขา มักจะไปยังรัฐนั้นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่จะมองหาในเบสให้เสียงที่มีความสะดวกสบายและสามารถในการเล่น ในช่วงคำถามและระยะเวลาในคำตอบณ 1998 คอนเสิร์ต Wooten กล่าวว่า"ถ้าคุณใช้เวลาทารกแรกเกิดและวางพวกเขาในเครื่องดนตรีที่พวกเขากำลังจะได้รับเสียงออกจากมันที่ฉันไม่สามารถได้รับจากมันเพื่อให้เรา .. กำลังทั้งหมดที่ดีที่สุดในปรัชญานี้ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับวิธีการของ Wooten เพื่อให้เพลงในทั่วไปซึ่งเป็นว่าเพลงที่เป็นภาษาตามที่ Wooten, ในขณะที่พูดหรือฟังอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ปากมันเป็นรูปคำ ในทำนองเดียวกันเมื่อนักดนตรีจะเล่นหรือดำเนินการมุ่งเน้นที่ไม่ควรจะอยู่ในเครื่องดนตรี      รวมทั้งการเล่นเบสไฟฟ้า (ทั้งมีเฟร็ตและ fretless) และดับเบิลเบส, วิคเตอร์ยังเล่นเชลโล่ในโรงเรียนมัธยม เขายังคงเล่นเชลโล่เป็นครั้งคราวกับ Flecktones นี้เป็นเครื่องดนตรีซึ่งเขาคุณลักษณะฝึกอบรมดนตรีของเขา

รายชื่อผลงาน

Solo
  • A Show of Hands (1996)
  • What Did He Say? (1997)
  • Yin-Yang (1999)
  • Live in America (2001)
  • Soul Circus (2005)
  • Palmystery (2008)
  • A Show of Hands - 15 (2011)
With Bass Extremes
  • Cookbook (1998)
  • Just Add Water (2000)
With Vital Tech Tones
  • Vital Tech Tones (1998)
  • Vital Tech Tones 2 (2000)
With The Wootens
  • The Wootens (1985)
With Greg Howe
  • Extraction (2003)
With SMV
  • Thunder (2008) (with Stanley Clarke and Marcus Miller, as SMV)
With Béla Fleck and the Flecktones
  • Béla Fleck and the Flecktones (1990)
  • Flight of the Cosmic Hippo (1991)
  • UFO Tofu (1992)
  • Three Flew Over the Cuckoo's Nest (1993)
  • Live Art (1996)
  • Left of Cool (1998)
  • Greatest Hits of the 20th Century (1999)
  • Outbound (2000)
  • Live at the Quick (2002)
  • Little Worlds (2003)
  • Ten From Little Worlds (2003)
  • The Hidden Land (2006)
  • Jingle All the Way (2008)
  • Rocket Science (2011)

ในความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ ผมก็เป็นมือเบสคนนึงที่ชอบในสไตล์การเล่นของเค้า และผลงานต่างๆที่ผ่านมาของเค้านี่ก้อน่าชื่นชมมากครับ

แบบฝึกหัด :P

posted on 05 Sep 2011 21:15 by kimhuun
1. มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร
ANS.  มัลติ มีเดีย คือ การนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกัน เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูล คือ สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ผู้รับข้อมูลสามารถเลือกรับข้อมูลได้ ไม่ต้องเรียงลำดับ และสามารถนำไปใช้ร่วมกับการนำเสนอข้อมูลแบบอื่นๆได้ เช่น ภาพยนตร์ เกม เป็นต้น
 
2. การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
 ANS.  เพราะ เป็นการนำเสนอที่ครอบคลุมทั่วโลก สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆได้ รวมถึงสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆระหว่างผู้รับข้อมูลและผู้เสนอข้อมูลได้ อีกด้วย
 
3. Microsoft Powerpoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
ANS.  ข้อความ รูปภาพ เสียง และวีดีโอ
 
4. การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft Powerpoint แตกต่างกันอย่างไร
ANS.  การเชื่อมโยงภายใจ คือการสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดหรือภาพนิ่งอื่นๆในไฟล์เดียวกัน แต่การเชื่อโยงภายนอก คือการเชื่อโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆนอกไฟล์งาน
 
5. นอกจากคอมพิวเตอร์แล้ว ยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมในการนำเสนอข้อมูลบ้าง
ANS.  โปรเจคเตอร์ โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ

6.นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ANS.  มัลติมิเดียเพราะสามารถนำเสนอข้อมุลได้หลากหลายกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์ 

 

7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ANS.   ด้วยการคลิกขวาบนพื้นที่ว่างแล้วเลือกออกแบบภาพนิ่ง จากนั้นเลือกใช้แ่ม่แบบการออกแบบที่แถบเครื่องมือ

 

8.การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหวใน Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ANS.  คลิ กเลือกกล่องข้อความหรือวัตถุนั้นๆ แล้วคลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง แถบเครื่องมือจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ให้เลือกคลิกที่เพิ่มลักษณะพิเศษ ตั้งค่าความเคลื่อนไหวที่ต้องการ ทดลองแสดงการเคลื่อนไหวด้วยการคลิกไอคอนเล่น

 

9.ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ANS.  -Microsolf Word

      - Microsolf Excel

      -Microsolf OneNote
 
10.ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร
ANS..    ได้ โดยวิธีการสร้างภาพนิ่ง แผนภูมิ ตาราง เป็นต้น
 

11. เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft Powerpoint หรือไม่ อย่างไร

ANS.   ไม่จำเป็นเพราะ การนำเสนอของ power point เป็นการนำเสนอแบบ slide show จึงไม่ต้องการเครื่องพิมพ์

12. Microsoft Powerpoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนต์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร 

ANS.  ได้ โดย คลิกที่แถบเมนู เลือกรูปภาพ หรือภาพยนตร์และเสียง แล้วเลือกจากแฟ้ม เลือกรูปภาพ หรือภาพยนตร์และเสียงที่ต้องการแล้วกดแทรก

 

13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟ ดีกว่าการนำเสนอด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร 

 ANS.  บาง ข้อมูลอาจไม่เหทาะกับการนำเสนอด้วยตัวอักษรเช่น จำนวนประชากร จึงทำให้การนำเสนอแบบแผนถูมิ ดีกว่าการนำเสนอแบบตัวอักษร  และยังช่วยในการเปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ

14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft Powerpoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ตแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง  

ANS.   ฮาร์ตแวร์ได้แก่ คอมพิวเตอร์ 

ซอร์ฟแวร์ได้แก่ power point  

 

15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน
 ANS. รูปแบบมัลติมิเดีย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์
 

ภาษาโปรล็อก

posted on 05 Sep 2011 21:08 by kimhuun

ภาษาโปรล็อก (อังกฤษ: Prolog) เป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมเชิงตรรกะ ได้ชื่อมาจาก PROgrammation en LOGique (logic programming) สร้างขึ้นโดย Alain Colmerauer ราว ค.ศ. 1972 ภาษาโปรล็อกเกิดจากความพยายามที่จะสร้างภาษาที่อาศัยวิธีการทางตรรกศาสตร์แทนที่จะกำหนดคำสั่งอย่างละเอียดให้กับคอมพิวเตอร์

ภาษาโปรล็อกถูกนำไปใช้ในโปรแกรมสำหรับปัญญาประดิษฐ์ และภาษาศาสตร์เชิงคำนวณ (computational linguistics) โดยเฉพาะการประมวลผลภาษาธรรมชาติ ไวยากรณ์และความหมายของภาษานั้นเรียบง่ายและชัดเจน (เป้าหมายแรกของภาษาคือเป็นเครื่องมือสำหรับนักภาษาศาสตร์ที่ไม่รู้ คอมพิวเตอร์) งานวิจัยจำนวนมากที่ทำให้เกิดการพัฒนาภาษาโปรล็อกในปัจจุบันนั้น เป็นผลมาจากโครงการระบบคอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า (fifth generation computer systems project - FGCS) ซึ่งเลือกรูปแบบหนึ่งของภาษาโปรล็อกเป็นภาษาแก่น (Kernel Language) ของระบบปฏิบัติการ

ภาษาโปรล็อกมีพื้นฐานมาจากแคลคูลัสภาคแสดง (predicate calculus) หรือเรียกเต็ม ๆ ว่า แคลคูลัสภาคแสดงอันดับที่หนึ่ง (first-order predicate calculus) โดยจำกัดให้ใช้เฉพาะอนุประโยคของฮอร์น (Horn clause) การดำเนินการของโปรแกรมโปรล็อก ก็คือการประยุกต์วิธีพิสูจน์ทฤษฎีบทโดยใช้รีโซลูชันอันดับหนึ่ง (first-order resolution) แนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้แก่ การทำให้เท่ากัน (unification), การเรียกซ้ำจากส่วนท้าย (tail recursion), การย้อนรอย (backtracking)

แบบชนิดข้อมูล
ภาษาโปรล็อกไม่มีแบบชนิดข้อมูลเหมือนกับภาษาโปรแกรมทั่ว ๆ ไป หัวข้อนี้จะพูดถึงศัพท์ของส่วนย่อยของภาษาแทน
อะตอม

อะตอม (atom) คือ ค่าคงที่ซึ่งเขียนแทนด้วยข้อความ โดยอะตอมคือลำดับที่ประกอบด้วย ตัวอักษร ตัวเลข เส้นใต้อักขระ (underscores) และจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์เล็ก โดยปกติแล้วถ้าต้องการอะตอมที่ใช้เครื่องหมายพิเศษ จะเขียนเครื่องหมายอัญประกาศเดี่ยว (') กำกับไว้ เช่น '+' เป็น อะตอม แต่ + เป็นตัวดำเนินการ

ตัวเลข ระบบภาษาโปรล็อกส่วนใหญ่จะไม่แบ่งแยกระหว่างเลขจำนวนเต็ม กับเลขจำนวนจริง
ตัวแปร

ตัวแปร  จะแสดงด้วยสายอักขระที่ประกอบด้วย ตัวอักษร ตัวเลข และเส้นใต้อักษร โดยจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวแปรในภาษาโปรล็อกไม่ใช่ที่เก็บข้อมูล แต่จะมีลักษณะคล้ายรูปแบบ (pattern) ซึ่งกำหนดไว้ในเรื่องการทำให้เท่ากัน

ตัวแปรนิรนาม (anonymous variable) จะเขียนโดยใช้ เครื่องหมายเส้นใต้อักษรเพียงตัวเดียว (_)

พจน์ (term) ใช้แทนข้อมูลที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วย ส่วนหัว (head) เป็นอะตอม เรียกว่า ฟังก์เตอร์ (functor) และพารามิเตอร์ต่างๆ (ไม่กำหนดประเภท) จำนวนพารามิเตอร์จะเรียกว่า อะริดี (arity) พจน์สามารถเขียนแทนโดยใช้เพียงส่วนหัวและอะริดี โดยเขียนเป็น ฟังก์เตอร์/อะริตี
ลิสต์

ลิสต์ไม่ใช่ข้อมูลแบบเดี่ยว แต่เป็นโครงสร้างที่นิยามแบบเรียกซ้ำ (โดยใช้พจน์ '.'/2) คือ

  1. อะตอม [] ใช้แทนลิสต์ว่าง
  2. ถ้า T เป็นลิสต์ และ H เป็นส่วนย่อย จะใช้พจน์​ '.'(H,T) แทนลิสต์

ส่วนย่อยแรก เรียกว่าส่วนหัว (H) จะตามด้วยส่วนที่เหลือของลิสต์ ที่เรียกว่าส่วนหาง (T หรือ tail) เช่น ลิสต์ [1,2,3] จะเขียนแทนด้วย '.'(1, '.'(2, 3)) ตามไวยากรณ์ของภาษาแล้วอาจจะเขียนลิสต์ว่า [H|T] วิธีนี้เป็นที่นิยมมากกว่าการใช้ '.' การประมวลผลข้อมูลในลิสต์ จะทำโดยประมวลผลข้อมูลส่วนหัวก่อน แล้วค่อยทำส่วนที่เหลือ โดยใช้การเรียกซ้ำ

ลิสต์สามารถเขียนได้หลายแบบ ตามความสะดวกของโปรแกรมเมอร์

  • เขียนส่วนย่อยทุกตัว: [abc, 1, f(x), Y, g(A,rst)]
  • เขียนส่วนแรกตัวเดียว: [abc | L1]
  • เขียนส่วนแรกหลายตัว: [abc, 1, f(x) | L2]
  • เขียนเป็นการขยายของพจน์: '.'(abc, '.'(1, '.'(f(x), '.'(Y, '.'(g(A,rst), [])))))
สายอักขระ สายอักขระจะเขียนอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศคู่ ซึ่งภายในจะแทนด้วยลิสต์ของรหัสแอสกี
กฎ

คำสั่งอีกรูปแบบหนึ่งของภาษาโปรล็อกคือ กฎ (rules) เช่น

light(on) :- switch(on).

เครื่องหมาย ":-" แปลว่า "ถ้า" กฎนี้หมายความว่า light(on) เป็นจริง ถ้า switch(on) เป็นจริง นอกจากนี้สามารถใช้ตัวแปรในกฎได้ โดยตัวแปรจะขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ส่วนค่าคงที่จะขึ้นด้วยตัวพิมพ์เล็ก เช่น

father(X,Y) :- parent(X,Y), male(X).

หมายความว่า "ถ้าคนหนึ่งเป็นพ่อแม่ของอีกคนหนึ่งและเป็นผู้ชายแล้วคนนั้นจะเป็นพ่อ" (ใช้ "," แทน "และ") ลำดับการเขียนส่วนเหตุและผลจะตรงข้ามกับตรรกศาสตร์ทั่วไป แต่ก็สามารถเขียนส่วนผลหลาย ๆ ตัวในกฎเดียวกันได้ เช่น

a,b,c :- d.

จะเหมือนกับการเขียนกฎสามข้อ

a :- d.
b :- d.
c :- d.

แต่โปรล็อกไม่อนุญาตให้เขียนกฎว่า

a;b :- c.

ซึ่งแปลว่า "ถ้า c แล้ว a หรือ b" (ใช้ ";" แทน "หรือ") เพราะเป็นข้อจำกัดของอนุประโยคของฮอร์น

การประเมินค่า

เมื่อส่วนแปลคำสั่งของภาษาโปรล็อกได้รับการสอบถาม ก็จะค้นหาข้อเท็จจริงที่เข้ากันได้กับการสอบถามนั้น ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงอยู่ ก็จะลองตรวจสอบกฎที่ทำให้ได้ข้อเท็จจริง เช่น

sibling(X,Y) :- parent(Z,X), parent(Z,Y).
father(X,Y) :- parent(X,Y), male(X).
mother(X,Y) :- parent(X,Y), female(X).
parent(X,Y) :- father(X,Y).
parent(X,Y) :- mother(X,Y).
mother(trude, sally).
father(tom, sally).
father(tom, erica).
father(mike, tom).
male(tom).
female(trude).
male(mike).

เมื่อสอบถามตามตัวอย่างต่อไป ก็จะได้ว่าจริง

 ?- sibling(sally, erica).
      yes.

โปรแกรมจะหาคำตอบนี้เทียบกับกฎ sibling(X,Y) โดยเชื่อม (อย่างไม่เป็นทางการ คือ แทนที่) sally กับ X และ erica กับ Y และทำให้การสอบถามขยายไปยัง parent(Z,sally) และ parent(Z,erica) จากนั้นจึงหาพ่อแม่ทั้งหมดของ sally แต่ว่า parent(trude,sally) ใช้ไม่ได้ เพราะเมื่อแทน Z ด้วย trude จะได้ parent(trude,erica) แต่ไม่มีข้อเท็จจริงนี้อยู่ ระบบจึงลองแทน Z ด้วย tom จึงได้ว่า sally เป็นพี่น้องกับ erica

คำสั่งต่อไป

mother(X,Y) :- parent(X,Y), female(X).
parent(X,Y) :- father(X,Y).

ดูน่าสงสัย เพราะพ่อแม่ทุกคนไม่ได้เป็นพ่อ แต่พ่อเป็นพ่อแม่จริง และแม่คือพ่อแม่ที่เป็นผู้หญิง

ถ้าจะบอกว่าพ่อทุกคนเป็นผู้ชาย ก็จะเขียนได้ว่า

male(X) :- father(X,_).

โดยไม่ต้องสนใจว่าลูกจะเป็นใคร จึงใช้ตัวแปรนิรนามซึ่งเขียนด้วยเส้นใต้อักษร

นิเสธ

การสอบถามจะเป็นเท็จ เมื่อไม่สามารถหาข้อเท็จจริงหรือกฎที่สนับสนุนการสอบถามนั้นได้ ลักษณะแบบนี้เรียกว่า ข้อสมมุติโลกปิด (Closed world assumption) ซึ่งก็คือสมมุติว่าทุกสิ่งที่ควรจะรู้เก็บไว้ในฐานข้อมูลแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดที่อยู่ภายนอกขอบเขตนี้รวมถึงสิ่งที่ไม่รู้ หรืออีกนัยหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ว่าเป็นจริง (หรือเท็จ) จะสมมุติว่าเป็นเท็จ

ดังนั้นกฎเช่น

legal(X) :- NOT illegal(X).

จะหาค่าโดยค้นหาทุกสิ่งที่เป็น illegal และเปรียบเทียบกับ X ถ้าไม่พบ X ก็จะถือว่า X เป็น legal จะเรียกวิธีการนี้ว่า นิเสธโดยความขัดข้อง (Negation by failure)

การดำเนินการ

เนื่องจากภาษาโปรล็อกเป็นภาษาเชิงตรรกะ ดังนั้นในทางทฤษฎีแล้วจึงไม่จำเป็นต้องสนใจว่าโปรแกรมทำงานยังไง แต่การศึกษาการทำงานหรือขั้นตอนวิธีที่ใช้อนุมาณ จะช่วยป้องกันโปรแกรมที่ไม่ให้ทำงานเกินจำเป็น

ตัวอย่างเช่น สามารถเขียนคำสั่งเพื่อนับจำนวนสมาชิกของลิสต์ได้ คือ

elems([],0).
elems([H|T], X) :- elems(T, Y), X is Y + 1.

ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็จะได้ว่า ลิสต์ว่าง จะมีจำนวนสมาชิกเท่ากับ 0 ถ้าลิสต์ไม่ว่าง จะได้จำนวนสมาชิกเท่ากับ Y+1 เมื่อ Y คือจำนวนสมาชิกส่วนที่เหลือเมื่อแยกส่วนหัวออก

กรณีนี้แยกกรณีของส่วนเงื่อนไขของกฎออกจากกันได้ชัดเจน แต่ถ้าเป็นกรณีตัดสินใจว่าจะเล่นพนันหรือไม่

gamble(X) :- gotmoney(X).
gamble(X) :- gotcredit(X), NOT gotmoney(X).

ถ้ามีเงิน ก็จะเล่นพนันต่อ ถ้าไม่มีเงินแล้วก็ต้องกู้เงิน หรือถ้าเกิดวงเงินก็จะไม่เล่นต่อ gotmoney อาจจะเป็นเพรดิเคตที่ใช้เวลานานมาก เช่น อาจจะต้องต่อผ่านอินเทอร์เน็ตไปเช็คจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร ซึ่ง gotcredit ก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน

ตามทฤษฎีแล้ว ระบบโปรล็อกอาจจะพิจารณากฎไม่เป็นไปตามลำดับ ดังนั้นจึงสามารถเขียนกฎกลับกันเป็น

gamble(X) :- gotcredit(X), NOT gotmoney(X).
gamble(X) :- gotmoney(X).

ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ เนื่องจากเงื่อนไขทั้งสองแยกจากกัน แต่จะไม่จำเป็นต้องเช็คว่าจะกู้เงินได้หรือเปล่าเลย ถ้ารู้ว่ามียังมีเงินอยู่ ดังนั้นในทางปฏิบัติ ระบบโปรล็อกจะตรวจสอบกฎทั้งหมดก่อน และสามารถใช้ตัวตัด (cut operator -- ใช้เครื่องหมาย !) เพื่อบอกให้ตัวแปลคำสั่งหยุดหาตัวเลือกอื่นๆ หลังจากได้คำตอบแรกแล้ว เช่น

gamble(X) :- gotmoney(X),!.
gamble(X) :- gotcredit(X), NOT gotmoney(X).

อย่างนี้เรียกว่าตัวตัดเขียว (green cut operator) ซึ่งจะบอกให้ตัวแปลคำสั่งหยุดหาตัวเลือกอื่นหลังจากตัวตัด ในกรณีที่ต้องการเงินจึงจะตรวจสอบกฎข้อที่สอง และจะพบว่า gotmoney ในกฎข้อที่สองไม่มีประโยชน์ เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีเงิน และระบบก็ไม่ตรวจสอบกฎข้อสองก่อน ดังนั้นจึงเขียนคำสั่งใหม่ได้ว่า

gamble(X) :- gotmoney(X),!.
gamble(X) :- gotcredit(X).

อย่างนี้เรียกว่าตัวตัดแดง (red cut operator) เนื่องจากค่อนข้างอันตราย เพราะความถูกต้องจะขึ้นกับตำแหน่งที่ใช้ตัวตัดและลำดับของกฎ การตัดแปะที่ผิดพลาดอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ ถ้ากฎสลับกันก็จะกลายเป็นว่าจะกู้เงินเต็มที่ก่อน แล้วค่อยใช้เงินสดที่มีอยู่